แม้จะก่อตั้งในปี 1901 แต่บริษัทเริ่มรับการผลิตรถยนต์อย่างจริงจังก็ในปี 1949 กับการผลิตรุ่นเปิดประทุนให้กับโฟล์คสวาเกน บีเทิล หรือโฟล์คเต่า ซึ่งคาร์มานน์รับผลิตให้ตั้งแต่ปี 1949-1980 ด้วยยอดผลิต 331,847 คัน
จากนั้นในปี 1955 ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของคาร์มานน์เป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อพวกเขานำแชสซีส์ของบีเทิลมาผลิตรถสปอร์ตของตัวเองที่ทาง Ghia ออกแบบให้ และขายในชื่อคาร์มานน์ เกีย (Karmann Ghia) โดยมีทั้งรุ่นคูเป้และเปิดประทุน โดย 19 ปีที่อยู่ในตลาดมียอดขายรวม 443,482 คันทั่วโลก และเป็นรถยนต์คลาสสิคที่นักสะสมในบ้านเราชื่นชอบรุ่นหนึ่ง ซึ่งในปี 1961 แม้ว่าโฟล์คฯ จะเปิดตัว Type 34 Karmann Ghia ที่มีการปรับปรุงจากรูปลักษณ์ของรุ่นดั้งเดิม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะขายไม่ดีเท่า
นอกจากลูกค้าในยุโรปแล้ว ทางคาร์มานน์ยังขยายฐานไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาด้วย โดยในปี 1968 จับมือกับ AMC หรือ American Motors ในการประกอบรถยนต์รุ่น Javelin เพื่อรุกตลาดรถสปอร์ตขนาดเล็ก หรือ Pony Car แข่งกับฟอร์ด มัสแตงในยุโรป พร้อมเครื่องยนต์วี8 5,600 ซีซี 280 แรงม้า และทางคาร์มานน์รับหน้าที่ทำตลาดในยุโรป เนื่องจาก AMC ไม่มีเครือข่ายจำหน่ายอยู่ที่นี่ และมีการผลิตออกมาเพียงแค่ 300 คันเท่านั้น ส่วนลูกค้าจากญี่ปุ่นก็มีนิสสันในการว่าจ้างผลิตรุ่นไมคราเปิดประทุนที่ขายในยุโรปช่วงปี 2006 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน
นอกจากรถสปอร์ตและรถยนต์เปิดประทุนแล้ว คาร์มานน์ยังเดินตามรอยเดิมในการนำแชสซีส์รถยนต์ของโฟล์คสวาเกนมาต่อยอด พร้อมกับดัดแปลงให้เป็นรถบ้านเคลื่อนที่ ซึ่งนอกจากคาร์มานน์ เกีย แล้วก็มีรุ่นชีตาห์ และยิปซีที่เปิดตัวในปี 1980 และขายจนถึงปี 1992 โดยเป็นการนำแชสซีส์ของรถตู้ยอดนิยม Type 2 หรือ Micro Bus ของโฟล์คฯ รวมถึงรุ่น T3 มาพัฒนาต่อเนื่อง และขายได้เกือบ 900 คัน
ก่อนที่จะถึงการปิดโรงงานที่เยอรมนี โดยมีรถยนต์รุ่นซีแอลเค เปิดประทุนของเมอร์เซเดส-เบนซ์เป็นคันสุดท้ายที่ออกจากไลน์ผลิต ทางคาร์มานน์มีรถยนต์ที่รับผิดชอบในการผลิตระบบเปิดประทุนรวมหลายรุ่น เช่น ออดี้ เอ4, บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์1, ฟอร์ด มัสแตง, ไครสเลอร์ เซบริง, โฟล์คสวาเกน นิวบีเทิล, นิสสัน ไมครา C+C และเรโนลต์ เมกาน CC รวมถึงยังพัฒนาแชสซีส์ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอสแอลเค และสปายเกอร์ C8 อีกด้วย
ปัญหาที่ทำให้คาร์มานน์ประสบกับสภาวะทางการเงินมาตลอด ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาก่อนพบกับจุดจบคือ การเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะความนิยมในรถยนต์เปิดประทุนที่ลดลง แถมงานสำคัญๆ ของบริษัทก็โดน Magna Group ผู้ผลิตชิ้นส่วนรายใหญ่ของสหรัฐแคนาดา ที่มีเน็ตเวิร์คการทำงานครบวงจรมากกว่าช่วงชิงไป
งานลด เศรษฐกิจตกต่ำ...ผลก็เลยออกมาในทำนองนี้
|