มร. คาร์ล รูดิเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด กล่าวว่า “การศึกษาและวิจัยพฤติกรรมของผู้บริโภค ในกลุ่มรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม บ่งชี้ว่าลูกค้าในกลุ่มเซ็กเมนท์นักธุรกิจระดับผู้บริหารนั้นมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจง กล่าวคือ นอกจากจะต้องการความหรูหรา สะดวกสบาย และความปลอดภัยแล้ว ยังให้ความสำคัญในการควบคุมภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา รวมถึงความประหยัดน้ำมัน ซึ่งเรียกรวมกันว่า ‘Cost Of Ownership’ และสำหรับผู้บริหารสมัยใหม่ ยังให้ความเอาใจใส่กับเรื่องของความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยูมีผลิตภัณฑ์ที่ ‘ตอบโจทย์’ ตรงความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้โดยตรง คือ BMW 520d ที่มีทั้งความหรูหรา สะดวกสบาย และความปลอดภัย อีกทั้งมีที่นั่งโดยสารด้านหลังที่กว้างขวาง สำหรับผู้บริหารที่มีพนักงานขับรถให้โดยเฉพาะ และด้วยเครื่องยนต์ดีเซลพร้อมด้วยเทคโนโลยี EfficientDynamics ทำให้ BMW 520d มีสมรรถนะและความประหยัดที่ดีที่สุดในเซ็กเมนท์ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม BSI BMW Service Inclusive ซึ่งเป็นโปรแกรมบำรุงรักษาและซ่อมแซมเป็นระยะเวลา 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร ทำให้วางใจได้ว่า Cost Of Ownership ต่ำ”
BMW 520d ใช้เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมด้วยเทคโนโลยีระบบฉีดน้ำมัน Common Rail Direct Injection เจนเนอร์เรชั่นที่ 3 และเทคโนโลยีหัวฉีดแบบ Piezo ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบแปรผัน ด้วยเทคโนโลยี EfficientDynamics เครื่องยนต์นี้สามารถผลิตแรงม้าสูงสุด 177 แรงม้าที่ 4,000 รอบและแรงบิดสูงสุดมากถึง 350 นิวตัน-เมตร ระหว่าง 1,750-3,000 รอบ พร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดแบบ Steptronic ส่งผลให้ BMW 520d สามารถเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 8.4 วินาที มีอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยที่ 16.4 กิโลเมตรต่อลิตร และคายไอเสียคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพียง 162 กรัมต่อกิโลเมตร
BSI 5 ปี/ 100,000 กิโลเมตร BMW Service Inclusive โปรแกรมบริการหลังการขาย BMW Service & Repair Inclusive ซึ่งเป็นการรับดูแล บำรุงรักษาและซ่อมแซมตลอดระยะเวลา 5 ปี/ 100,000 กิโลเมตร ซึ่งจะสร้างความสบายใจให้กับเจ้าของรถบีเอ็มดับเบิลยูทุกท่าน เยี่ยมชมเว็บไซท์อย่างเป็นทางการของ BMW ประเทศไทยได้ที่ www.bmw.co.th ครับ •