Hyundai H1 Only One

2017 MICHELIN Passion Days เปลี่ยนความหลงใหล เป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยี

2017 MICHELIN Passion Days เปลี่ยนความหลงใหล เป็นที่สุดแห่งเทคโนโลยี

เรื่อง – ภาพ : นาธัส แสงสุริยะ และ มิชลิน ประเทศไทย

 

●   ระหว่างวันที่ 22-24 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา บริษัท สยาม มิชลิน จำกัด เชิญสื่อมวลชนไทยร่วมงาน MICHELIN Passion Days 2017 จัดขึ้นที่สนามแข่งรถมาตรฐานฟอร์มูล่า วัน Yas Marina Circuit ตั้งอยู่ในเมืองอาบูดาบี เมืองหลวงของสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือ UAE สัมผัสแนวคิดใหม่ในการทำตลาดของ MICHELIN ที่เน้น “PASSION” หรือความหลงใหลในมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของเทคโนโลยีการผลิตยางสำหรับแข่งขัน

●   นอกจากนี้ยังได้ขับรถแข่งรุ่นต่างๆ ที่ใส่ยาง SLICK ของ MICHELIN พร้อมเข้าร่วม Work Shop เจาะลึกรายละเอียดของยางรุ่นใหม่ PILOT SPORT 4 S ยางสปอร์ตสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ ที่มาทำตลาดควบคู่กับรุ่น PILOT SUPER SPORT ปิดท้ายด้วยกิจกรรม Hot Lap สุดเร้าใจ นั่งในรถแข่ง McLaren 650S GT3 เครื่องยนต์ V8-3.8L ทวินเทอร์โบ กับความแรงระดับ 500 แรงม้า


อุ่นเครื่องกับ Ferrari World

●   จากสนามบินสุวรรณภูมิ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมงก็ถึงเมืองอาบูดาบี เวลาช้ากว่าเมืองไทย 3 ชั่วโมง ที่สนามบินมีไกด์ซึ่งทาง MICHELIN เตรียมไว้อำนวยความสะดวก พาไปโรงแรมที่พัก Yas Viceroy Abu Dhabi Hotel ซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกับสนามแข่ง Yas Marina Circuit จากนั้นทานอาหารเติมพลังที่โรงแรมแล้วออกเดินทางไปยัง Ferrari World ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมนัก

●   Ferrari World ได้รับการบันทึกว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่มีโครงสร้างแบบ Space Frame ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มก่อสร้างในเดือนพฤษจิกายน ปี 2007 และเปิดให้บริการในอีก 3 ปีต่อมา มีพื้นที่กว่า 86,000 ตารางเมตร ได้รับการขนานนามว่าเป็น Middle East’s Leading Tourist Attraction มีไฮไลต์ที่น่าสนใจคือ เครื่องเล่น Fiorano GT Challenge และ Formula Rossa ไกด์เตรียมบัตรไว้ให้ เป็นบัตร Silver สามารถเล่นเครื่องเล่นได้เกือบทั้งหมด มีเครื่องเล่นไม่กี่อย่างที่ต้องเสียเงินเพิ่ม UAE ใช้เงินสกุล Dirham เดอร์แฮมหรือ AED แปลงเป็นเงินไทยง่ายๆ ด้วยการคูณ 10

●   ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินเล่นเฉยๆ แต่สุดท้ายก็อดใจไม่ไหว ลองเครื่องเล่นที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มอย่าง Fiorano GT Challenge เป็นรถไฟเหาะ ตัวรางมีความยาว 1,080 เมตร รถไฟทำความเร็วสูงสุด 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สร้างแรง G ได้ประมาณ 1.5 ก็สร้างความตื่นเต้นหวาดเสียวได้พอสมควร และเหมือนจะติดใจซะแล้ว จึงพากันไปต่อคิวรถไฟเหาะ Formula Rossa ใช้เวลาต่อคิวเกือบ 30 นาที เวลาอยู่บนรถไฟเหาะประมาณ 1.30 นาที กับระยะทาง 2,070 เมตร แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่า เพราะแค่ช่วงออกตัว เร่ง 0-240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4 วินาที สร้างแรง G มหาศาลถึง 4.8 ทำเอาหายใจไม่ออกไปเสี้ยววินาที

MICHELIN Passion Days

●   เช้าวันที่ 2 เดินทางเข้าสนาม Yas Marina Circuit แบ่งกลุ่มกับสื่อมวลชนจากชาติต่างๆ หมุนเวียนกันทำกิจกรรมภายในสนามตลอดทั้งวัน สื่อมวลชนไทยอยู่กลุ่มเดียวกับประเทศเกาหลี รวมกันแล้วเป็นกลุ่มเล็กๆ แค่ 5-6 คน การหมุนเวียนกันขับรถจึงทำได้สบายๆ และเมื่อมีเวลาเหลือก็สามารถขับซ้ำได้อีกด้วย Yas Marina Circuit เริ่มก่อสร้างในปี 2007 และเปิดใช้งานในอีก 2 ปีถัดมา ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดัง Hermann Tilke งบประมาณการก่อสร้างกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท มาตรฐานระดับใช้จัดการแข่งขัน ฟอร์มูลา วัน ได้ สนามมีความยาว 5.554 กิโลเมตร 21 โค้ง แต่ที่ใช้ในกิจกรรมครั้งที่จะแบ่งสนามออกเป็นส่วนย่อยๆ เพราะต้องใช้ขับพร้อมกันหลายกลุ่ม

1. Dynamic Testing

●   เริ่มต้นด้วยการทดสอบยางรุ่นใหม่ MICHELIN PILOT SPORT 4 S ยางรุ่นใหม่ล่าสุด ระดับเดียวกับ PILOT SUPER SPORT เหมาะสำหรับติดตั้งในรถสมรรถนะสูงหรือซูเปอร์คาร์ มีเฉพาะขนาด 19 และ 20 นิ้ว

●   รถที่ใช้ทดสอบคือ โฟล์คสวาเก้น กอล์ฟ R เครื่องยนต์เบนซิน 2,000 ซีซี เทอร์โบ 292 แรงม้า แรงบิด 38.6 กก.-ม. เกียร์อัตโนมัติ DSG ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใช้ล้อแม็ก 19 นิ้ว ยาง 235/35 ZR19 เท่ากันทั้ง 4 ล้อ อีกคันเป็นรถรุ่นเดียวกัน ใส่ยางคู่แข่งขนาดเดียวกัน เริ่มต้นเจ้าหน้าที่ขับให้นั่งก่อน จากนั้นจึงขับเองด้วยรถที่ใส่ยางคู่แข่ง รถที่ใช้เป็นพวงมาลัยซ้ายรอบแรกจึงขับช้าหน่อยเพื่อปรับตัว ออกจากจุดปล่อยตัว ขับเข้าสู่สถานีสลาลอม ใช้ความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อด้วยสถานีเบรกบนถนนแห้ง ออกตัวจากจุดหยุดนิ่งแล้วเบรกเต็มแรงในจุดที่กำหนด ในรถทุกคันมีเครื่องมือ VBOX ที่รับสัญญาณจากดาวเทียม วัดตำแหน่งและเวลาการเคลื่อนที่ของรถ เจ้าหน้าที่เซตให้จับระยะเบรกจาก 80-5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อลดความเพี้ยนที่อาจเกิดจากผู้ขับ ก่อนกลับเข้าจุดสตาร์ทเป็นช่วงสนามที่มีทางโค้ง ถูกจัดให้เป็นสถานีทดสอบแฮนด์ลิ่ง

●   การขับทดสอบยางแบบนี้ ต้องพยายามขับให้เหมือนกันทุกรอบ เพื่อให้เห็นความแตกต่าง และไม่ใช้ความเร็วสูงเกินไป เพื่อให้มีสมาธิอยู่กับความรู้สึกที่ส่งผ่านมาทางตัวรถและพวงมาลัย ถ้าขับเร็วเกินไปสมาธิจะไปอยู่กับการควบคุมรถ หลังการทดสอบยางรุ่นละ 3 รอบพบว่า ในช่วงสลาลอม MICHELIN PILOT SPORT 4 S ให้การควบคุมที่ง่ายกว่าอย่างชัดเจน การหมุนพวงมาลัยง่ายเหมือนกันตั้งแต่ไพลอนแรกจนถึงไพลอนสุดท้าย ส่วนยางคู่แข่งต้องออกแรงควบคุมพวงมาลัยมากกว่า และไพลอนท้ายๆ รถจะเริ่มควบคุมยากขึ้น ส่วนระยะเบรก MICHELIN PILOT SPORT 4 S สั้นกว่ายางคู่แข่งเฉลี่ยประมาณ 2 เมตร ใช้เวลาเบรกสั้นกว่าประมาณ 0.2-0.3 วินาที ในส่วนของแฮนด์ลิ่งก็รู้สึกได้ชัดเจนว่า MICHELIN PILOT SPORT 4 S ควบคุมรถได้ง่ายกว่า

2. Renault Clio Cup Car

●   อารมณ์ต่อเนื่องไม่สะดุดด้วยการขับ Renault Clio Cup Car ซึ่งรถแข่ง Touring Car เครื่องยนต์ 200 แรงม้า เร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4 วินาที น้ำหนักรถ 1,000 กิโลกรัม เกียร์ Paddle Shift เหยียบคลัตช์แค่ช่วงออกตัว จากนั้นจะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นหรือลงไม่ต้องเหยียบคลัตช์ ใส่ยาง SLICK ไม่มีลายดอกยางสำหรับขับบนถนนแห้ง เนื้อยางแบบ SOFT COMPOUND ทำงานได้ที่ดีความร้อน 90 องศาเซลเซียส ก่อนขับมีการอธิบายสัญลักษณ์ไพลอนในสนาม ไพลอนวางคู่กันหมายถึงจุดเบรก วางเดี่ยวคือตำแหน่งที่เริ่มเลี้ยว ในโค้งมีไพลอนสีเหลืองหมายถึง APEX ให้บังคับรถเข้าไปใกล้ และไพล่อนสีน้ำเงินเป็นจุด EXIT ออกจากโค้ง ตลอดการขับมีเจ้าหน้าที่นั่งไปด้วย คอยบอกให้ขับยังไงผ่านทางวิทยุสื่อสาร

●   Renault Clio Cup Car เป็นรถแข่งแท้ๆ แม้เปลือกนอกยังมีเค้าโครงของรถทั่วไปอยู่บ้าง แต่ภายในถูกแทนที่ด้วยโรลบาร์ และมีอุปกรณ์ที่จำเป็นเท่านั้น ความรู้สึกในการขับก็ต่างจากรถทั่วไป เบรกแข็งเพราะไม่มีหม้อลมช่วยผ่อนแรง อยากเบรกหนักๆ ต้องออกแรงเยอะ การเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle Shift ทำได้รวดเร็วและรุนแรง ไม่มีคำว่านุ่มนวล ยาง SLICK ของ MICHELIN ให้การยึดเกาะถนนแห้งที่หนึบสุดๆ เมื่อรวมกับช่วงล่างที่ค่อนข้างแข็ง จึงให้แฮนด์ลิ่งที่คมและแม่นยำ

3. MICHELIN Pilot Sport 4 S Work Shop

●   “PASSION” เป็นทิศทางใหม่ในการสื่อถึงเอกลักษณ์และจุดเด่นด้านต่างๆ ของยาง MICHELIN โดยเปรียบเทียบขั้นตอนการผลิตยาง MICHELIN กับอาชีพต่างๆ ที่ต้องการความชำนาญเป็นพิเศษแตกต่างกันออกไป เพื่อสื่อให้เห็นว่ายางที่มีประสิทธิภาพดีรอบด้านนั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรผ่านทางวีดิโอชุดนี้:

Episode 1 – Empathy


Episode 2 – Technicity


Episode 3 – Rigour


Episode 4 – Quality


Episode 5 – Pricision


●   MICHELIN พัฒนายางให้เหมาะกับการแข่งขันหลายรายการที่เข้าร่วม แล้วนำความรู้และเทคโนโลยีเหล่านั้นมาประยุกต์ใช้ในการผลิตยางสำหรับรถยนต์ทั่วไป เช่น การแข่ง Le Mans 24 ชั่วโมง ที่การเข้าพิทเปลี่ยนยางแต่ละครั้งมีผลต่ออันดับในการแข่งขัน รวมทั้งสภาพอากาศที่มีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ยางที่ใช้จึงต้องมีการยึดเกาะถนนที่ดีในทุกสภาพอากาศ มีความทนทานใช้งานได้นานโดยที่ประสิทธิภาพไม่ลดลง ซึ่งใกล้เคียงกับยางที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน

●   นวัตกรรมที่ MICHELIN ได้จากสนามแข่ง เช่น Hybrid Belt Technology เข็มขัดรัดหน้ายางใช้ 2 วัสดุร่วมกัน คือ Aramid หรือ คาร์บอนเคฟล่าร์ ผสมกับไนลอน ช่วยให้หน้ายางคงรูปขณะใช้ความเร็วสูงต่อเนื่อง ทำให้หน้ายางสัมผัสพื้นเต็มที่ตลอดเวลา มีการกระจายแรงกดที่สม่ำเสมอและลดความร้อนสะสม ตัดปัญหาการสึกหรอที่ผิดปกติ Dynamic Response Technology ช่วยให้ยางส่งผ่านความรู้สึกจากถนนมาสู่พวงมาลัย และ Bi-Compound Technology ส่วนผสมเนื้อยางที่แตกต่างกันบนหน้ายาง ด้านนอกสำหรับพื้นแห้ง ด้านในสำหรับพื้นเปียก การยึดเกาะถนนเปียกที่ดีของยาง MICHELIN ไม่ได้เกิดจากการออกแบบร่องยางเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึงสูตรเนื้อยางที่คิดค้นมาโดยเฉพาะอีกด้วย

●   หลังจากขับรถเปรียบเทียบยางรุ่นใหม่ล่าสุด MICHELIN PILOT SPORT 4 S ไปแล้ว ในสถานี WORK SHOP นี้ก็ได้สัมผัสยาง PILOT SPORT 4 S แบบเจาะลึกถึงส่วนผสมเนื้อยางและโครงสร้างยาง ซึ่งยางรุ่นนี้เป็นยางระดับเดียวกับ PILOT SUPER SPORT พัฒนามาจากยางรถแข่ง Formula E เช่นเดียวกับ PILOT SPORT 4 แต่ PILOT SPORT 4 S เหนือกว่าทั้งสูตรเนื้อยาง โครงสร้างยาง และขั้นตอนการผลิต ใช้เครื่องจักรที่มีความแม่นยำสูง ผลิตได้ในโรงงาน MICHELIN เพียง 3 แห่งเท่านั้น

●   แม้หน้าตาดอกยางและชื่อรุ่นจะคล้าย PILOT SPORT 4 แต่ PILOT SPORT 4 S เป็นยางรุ่นสูงกว่า รองรับรถสมรรถนะสูงหรือซูเปอร์คาร์เป็นหลัก มาทำตลาดแทน PILOT SUPER SPORT ในบางไซส์ ซึ่งยังคงมีการผลิตเพื่อป้อนตลาด OEM อยู่ จากการทดสอบเปรียบเทียบกับยางในระดับเดียวกัน การขับในสนามแข่งระยะทาง 2,600 เมตร MICHELIN PILOT SPORT 4 S ทำเวลาดีที่สุด 80.33 วินาที ส่วนอันดับรองลงไปใช้เวลามากกว่า 0.40, 0.89 และ 1.14 วินาที

●   การเบรกบนถนนแห้งที่ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง MICHELIN PILOT SPORT 4 S ใช้ระยะทางสั้นที่สุด 33.66 เมตร ส่วนยางคู่แข่งใช้ระยะเบรกยาวกว่า 0.83 และ 1.48 เมตร การเบรกบนถนนเปียก ไม่ได้ระบุความเร็วที่ใช้ทดสอบ MICHELIN PILOT SPORT 4 S ใช้ระยะเบรก 27.73 เมตร ยางคู่แข่งใช้ระยะเบรกยาวกว่า 0.10, 0.64 และ 1.60 เมตร ส่วนเรื่องอายุการใช้งาน MICHELIN PILOT SPORT 4 S ใช้งานได้ไกลสุด 52,032 กิโลเมตร ส่วนยางคู่แข่งใช้งานได้ระยะทางสั้นกว่า 2,602, 3,122 และ 9,866 กิโลเมตร

●   ปัจจุบัน MICHELIN PILOT SPORT 4 S เป็นยางติดรถจากโรงงานหรือ OEM ให้กับรถหลายรุ่น เช่น Ferrari GTC4 Lusso เครื่องยนต์ V12 6.3L 681 แรงม้า 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 3.4 วินาที ใช้ยาง 245/35 R20 และ 295/35 R20 Ferrari 812 Superfast เครื่องยนต์ V12 6.5L 800 แรงม้า 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 2.9 วินาที ใช้ยาง 275/35 R20 และ 315/35 R20 Mercedes AMG E-Class E63 2017 เครื่องยนต์ V8 4.0L 563 แรงม้า 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.5 วินาที ใช้ยาง 265/35 R20 และ 295/30 R20 และ Mercedes AMG E-Class E43 2017 เครื่องยนต์ V6 3.0L 400 แรงม้า 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 4.6 วินาที ใช้ยาง 245/35 R20 และ 275/30 R20 นอกจากนี้ MICHELIN กำลังร่วมมือกับ 8 บริษัทรถชั้นนำเพื่อเป็น OEM ให้รถอีกกว่า 80 รุ่น

●   MICHELIN PILOT SPORT 4 S ใช้เนื้อยางสูตรพิเศษ โครงสร้างยางแบบใหม่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด การผลิตมีความละเอียดแม่นยำสูง ขั้นตอนการผลิตเดียวกับการผลิตยางมอเตอร์สปอร์ต มาพร้อม Premium Touch Finish แม่พิมพ์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อให้แก้มยางมีเอกลักษณ์ สีดำต่างโทนกันที่แก้มยางด้านนอก และ Deep Rim Protection ขอบแก้มยางป้องกันขอบล้อ

●   เพื่อให้เห็นภาพการแบ่งรุ่นยางตระกูล PILOT SPORT ได้ชัดเจนขึ้น จึงเปรียบเทียบกับการใช้งานใน BMW 4 Series รุ่นต่างๆ เช่น

  • PILOT SPORT 4  :  เหมาะสำหรับ ซีรีส์ 4 รุ่นมาตรฐาน 184 แรงม้า แรงบิด 220 นิวตันเมตร 0-100 ใน 9.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 212 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • PILOT SPORT 4 S  :  เหมาะสำหรับ M4 425 แรงม้า แรงบิด 550 นิวตันเมตร 0-100 ใน 4.3 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  • PILOT SPORT CUP 2  :  เหมาะสำหรับ M4 GTS 500 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร 0-100 ใน 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 305 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

4. Formula 4 Racing Car

●   รถรุ่นสุดท้ายที่ได้ขับในกิจกรรมครั้งนี้ คือ Formula 4 รถแข่งแบบล้อเปิด เครื่องยนต์ 185 แรงม้า น้ำหนักรถเพียง 470 กิโลกรัม เปรียบเทียบคล้ายการขับรถหนัก 1,500 กิโลกรัม ที่มีกำลัง 550 แรงม้า รถแข่งรุ่นนี้ใช้แชสซีส์คาร์บอนไฟเบอร์ ออกแบบตามหลักแอโรไดนามิก เพิ่มแรงกดทั้งทางตรงและทางโค้ง ระบบเกียร์แบบ Paddle Shift เหยียบคลัตช์เฉพาะตอนออกตัวเท่านั้น จุดเด่นของรถคือ น้ำหนักเบา จุดศูนย์ถ่วงต่ำ และช่วงล้อที่กว้าง ใส่ยาง SLICK ที่เน้นการยึดเกาะถนนแห้ง การทรงตัวจึงหนึบแน่น ควบคุมได้อย่างเฉียบคมว่องไว เนื่องจากเป็นรถที่นั่งเดี่ยว จึงใช้วิธีบอกไลน์ด้วยรถนำ ถ้าขับช้า รถนำก็จะลดความเร็วลง ถ้าขับได้เร็วหรือชิดรถนำมากๆ ก็จะเพิ่มความเร็วให้

●   สำหรับผมเน้นขับชิลๆ สัมผัสบรรยากาศการขับรถล้อเปิดที่ไม่มีโอกาสได้ขับบ่อยนัก แตกต่างตั้งแต่ท่านั่งแบบกึ่งนั่งกึ่งนอน ขาเหยียดไปกดแป้นคันเร่งและเบรก มองเห็นล้อหน้าที่กำลังหมุนและเลี้ยวตามพวงมาลัย ลมปะทะหมวกกันน๊อคและมีแรงยกนิดๆ เมื่อใช้ความเร็วสูง เสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่มอยู่ด้านหลังเมื่อกดคันเร่งหนักๆ การเปลี่ยนเกียร์ขึ้น-ลง ที่หนักแน่นดุดัน เป็นบรรยากาศการขับที่ลืมไม่ลงจริงๆ

5. Hot Lap กับ McLaren 650S GT3

●   การได้ขับรถในสนามแข่งรถฟอร์มูลา วัน Yas Marina Circuit เป็นประสบการณ์ที่ดี แต่ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะไม่ชินทั้งรถและสนาม ส่วนการนั่ง Hot Lap มีนักขับมืออาชีพขับให้นั่ง แม้ไม่ได้ขับเองแต่ก็สนุกไปอีกแบบ เพราะได้สัมผัสกับความเร็วอย่างเต็มเหนี่ยวและปลอดภัย พอพ้นปากทางพิทที่จำกัดความเร็ว ก็ได้เจอกับแรงดึงและเบรกหนักๆ 2-3 ครั้ง เข้าใจว่าเป็นการวอร์มเบรก จากนั้นก็ใส่กันเต็มๆ แม้จะไม่ได้ขับเต็มรอบใหญ่ แต่ก็สนุกเร้าใจกว่ารถไฟเหาะที่ Ferrari World เพราะเป็นการนั่งรถจริงๆ

●   อัตราเร่งจากม้า 500 ตัว ดุดันสุดๆ พุ่งเข้าใส่โค้งจนนึกในใจว่าเมื่อไรจะเบรก ก่อนถึงโค้งเพียงเล็กน้อยก็กดเบรกเต็มๆ กระชากความเร็วลงบ้าง แต่ก็ยังรู้สึกว่าเร็วอยู่ดีสำหรับการเข้าโค้ง เปลี่ยนเกียร์ลงต่ำหมุนพวงมาลัยเข้าโค้ง เลยกลางโค้งไปนิดเดียวก็กดคันเร่งต่อ รถเกาะจิกโค้งได้อย่างคมกริบและว่องไว ไม่ทันไรก็หมดโควต้า 2 รอบซะแล้ว   ●

ขอบคุณ บริษัท สยาม มิชลิน จำกัด อำนวยความสะดวกตลอดการเดินทาง


2017 MICHELIN Passion Days


 



Motortrivia Facebook
 

Send this to a friend